รัดแน่นจนหายใจไม่ออก
วิญญาณพงไพรแห่งแบล็กไมร์ยังคงอยู่นอกเหนือการควบคุม
รากที่คดเคี้ยวพันตัวเราเอาไว้ บิดเกลียวไปรอบญาติพี่น้องของเรา ทุกสิ่งจางหายไปในซุ่มเสียงแห่งราตรี บทเพลงท่วงทำนองอันแสนหวานและเศร้าหมอง
เราจมอยู่ในนั้นเหมือนแมลงในบึงน้ำดำที่ถูกเถาวัลย์ลากลงไป พลังอันไร้ขีดจำกัด ส่องแสงเจิดจ้าดุจดวงดาว
บนยอดที่ลมพัดแรง
พวกเรานั่งอยู่ท่ามกลางหน้าผาและปลายมีดสั้นซึ่งศักดิ์สิทธิ์ด้วยหิมะบริสุทธิ์ เพื่อแสวงหาความเข้าใจ เพื่อนำความสามัคคีกลับคืนมาสู่พวกเราที่สูญหายไปในหมอก
ช่างเป็นดินแดนที่กว้างใหญ่และไพเราะ ช่างเป็นเสียงสะท้อนที่เงียบสงบ ไร้ความช่วยเหลือและแตกสลาย จิตใจของเราหยุดนิ่งอยู่กับที่ ไม่สามารถขยับเขยื้อนได้ ไม่สามารถเข้าถึงได้ด้วยเหตุผลหรือความเห็นอกเห็นใจ เราแตกแยกเหมือนหุบเขาที่เรียงรายไปด้วยหน้าผางาช้างที่ทิ่มแทงด้านข้างของเรา บิดเบือนตัวตนของเรา และบังคับมือของเรา
พวกเราบางคนจะลุกขึ้น บางคนจะอยู่ต่อไป คนโตจะบริสุทธิ์ คนเล็กจะหลงทางและละลายเป็นรูปร่างใหม่
พวกเราไม่ใช่หนึ่งเดียวอีกต่อไป พวกเราเป็นเปลวไฟแฝดที่เต้นรำไปตามท่วงทำนองที่แตกต่างกัน
เราไม่ขอร่วมลมหายใจกับเจ้า
ปีนขึ้นไปบนภูเขาที่สูงที่สุดและมองลงไปที่ขอบฟ้าที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ จ้องมองไปยังความว่างเปล่าที่หมุนวนเป็นวงกลมสีขาว ข้ามขอบฟ้าไปไม่ไกล ดินแดนของเราได้รับแสงสว่างจากแสงอาทิตย์ที่กำลังขึ้น และประตูสู่ดวงดาวของเราถูกปิดกั้นไว้แล้ว
จงฟัง เราตั้งเป้าที่จะผงาด สูงขึ้น หลบหนี และทิ้งดินแดนที่เน่าเปื่อยด้านล่าง ซึ่งถูกรากไม้และดอกที่บานสะพรั่งของเมล็ดพันธุ์ที่คุ้นเคยทำลาย
เราปรารถนาที่จะกลับคืนสู่แสงสวรรค์และความบริสุทธิ์ของเลือดจักรวาลเรา
สิ่งใดก็ตาม หรือใครก็ตาม ที่ไม่เชื่อง ไม่บริสุทธิ์ หรือโง่เขลา จะต้องคงอยู่ แม้แต่เปลวไฟที่เยาว์ที่สุดของเรา ประตูของเราถูกปิดตายจากเจ้า
อย่าได้พยายามฝืนเปิด
รื้อฟื้นแผลเก่า
เราก้าวสู่วิหารรัตติกาลของพวกมนุษย์ ข้ามธรณีประตูอย่างง่ายดายด้วยใจที่เบิกบาน ถ่ายทอดความรู้และความคิดออกไป
ทว่า เมื่อเดรกผู้โหดเหี้ยมสร้างวิหารบนกองกระดูกแตกร้าว เครื่องบูชาของพวกมันไม่ได้น่าสนใจสำหรับเราเลย เราเลยเบือนสายตาไปทางอื่น
เป็นเรื่องชวนขัน เป็นความล้มเหลว เป็นความผิดพลาดที่ต้องเกิดขึ้น เพราะสิ่งมีชีวิตเหล่านี้มองว่าทั้งหมดนี้เป็นบททดสอบ มองว่าต้องต่อสู้ห้ำหั่นเพื่อให้เราโปรดปราน เมื่อพวกมันโจมตีมนุษย์เพื่อเรียกร้องให้เราสนใจ เราถอยหนี... และตั้งมั่นว่าจะไม่เลือกข้างอีกต่อไป แม้ว่าชราวด์จะก่อกำเนิดขึ้นก็ตาม
สิ่งที่สลักด้วยมือพวกเราเอง
สองสายเลือดห้ำหั่นกันเพื่อยึดครองดินแดนเหล่านี้
หนึ่งเป็นเลือดเย็น สีม่วงแดงราวลูกพลัมปลายปี ไหลเวียนในร่างหุ้มเกล็ดสีเขียวหยก อีกหนึ่งเป็นเลือดสีแดง อบอุ่นราวกับเสียงเพลงข้างกองไฟ
ความขัดแย้งอันเลวร้ายนี้เกิดจากเราที่เอนเอียงเข้าหาเปลวเพลิง เมื่อเรายกย่องชื่นชมมนุษย์ ก็เท่ากับผลักสายพันธุ์อื่นให้ตกต่ำ... เหยียบย่ำเมล็ดพันธุ์ที่มองว่าเราคือดวงอาทิตย์ คือเทพเจ้าของมัน ครั้นแล้วเมล็ดพันธุ์นี้จึงเติบโตอย่างเงียบเชียบท่ามกลางความเกลียดชัง และเมื่อกลีบดอกสีม่วงร่วงหล่น รากของมันก็หยั่งลง ณ ที่แห่งนั้น
และบาดแผลเหล่านั้นอาจไม่มีวันจางหาย
มานาธอร์ดับสิ้นไปแล้ว เลือนหายไป ณ ที่แห่งใดแห่งหนึ่งตรงสุดขอบโลก... เพียงชั่วครู่หนึ่งก่อนการพิพากษาครั้งสุดท้าย
ผู้ที่เปล่งประกายเพียงวูบเดียว ผู้ที่ดุร้าย ผู้ที่ต้องสาป ผู้ที่กระหายเลือด ผู้ที่มีปัญญา ทั้งผู้ที่โอบรับและผู้ที่หลงทาง...
ท้ายสุดแล้ว เจ้าจะเป็นใครหรือเป็นอะไร เราจะเป็นใครหรือเป็นอะไร ก็หาสำคัญไม่
ทุกสรรพสิ่งล้วนถูกกลืนกิน และก็จะมลายหายไป
ความว่างเปล่าอันมืดมิดที่กลืนกินแสงสว่างทั้งปวง ดับท้องฟ้าให้มืดมิดลง... เงามืดต่างก็พากันทอดตัวทาบทับเราไม่ต่างกัน
และจะเป็นเยี่ยงนั้นเสมอไป
ซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า... เว้นแต่เราจะแก้ไขที่ต้นตอ